กลับมาด้วยความสะบักสะบอม แต่ก้อเหมือนได้ไปเติมพลังชีวิตมาใหม่ หลีกหนีวงจรชีวิตอุบาทว์ๆ นอนเช้าตื่นเย็น ได้เจอโดคิโนะฮิโตะ ดีใจว่ะ อินดราหมดทุนต้องกลับประเทศพอดี ไคชางทำงานอยู่ที่จิบะยังคบกับแฟนคนเดิมอยู่ รักกันดีเนอะ แต่ไคชางเค้าก้อเป็นคนดีแหละ เป็นผู้ชายที่ดูยาซาชี่มากๆเลย ใจเย็น คุยแล้วรู้สึกดี เหมือนเป็นพี่ชาย แล้วก้อเป็นความบังเอิญเหมือนกัน เพิ่งรู้ว่าน้องสาวไคชางก้ออายุเท่าเรา เค้าก้อตกใจที่เจอเราเหมือนกัน ห้าๆ กรูมาเสือกเองแหละ เบื่อและห่อเหี่ยวใจ ได้มาทำอะไรที่แปลกๆบ้างเผื่อจะรู้สึกดี พวกพี่ๆบอกจะมาทำไม นอนตีพุงอยู่โตเกียวน่ะดีแล้ว คือ เข้าใจว่าพี่ๆเค้าคงยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไร แต่เรานี่ดิ นอนอืดด กลิ้งไปกลิ้งมา นั่งอยู่หน้าคอมตลอด ออนไลน์ยี่สิบสี่ชั่วโมง เบื่อสุดๆ เรานอนจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว อยากขยับร่างกายมั่ง เหอะๆ คราวนี้ไปแอบเห็นอะไรบางอย่าง ซึ่งก้อไม่แน่ใจว่ามันจริงรึเปล่า มันเป็น勘ของเราเอง ว่าน่าจะ เพราะ... ไม่รู้ดิ รู้สึกได้ถึงความเป็นライバル หรือถ้ามันไม่มีอะไรก้อคงเป็นเพราะเราไปคอยจับผิดเอง แต่เห็นตอนที่เข้าไปกุลีกุจอช่วยเหลือ ดูเป็นห่วงเป็นใยแล้วมันเห็นอะไรที่ดูมากกว่าการเป็นคนรู้จักหรือคนที่มีบุญคุณอะไรมากกว่าปกติ คำพูดเวลาพูดถึงเค้าก้อดูมีอะไรแอบแฝงอยู่ข้างใน หรือพูดจริงๆคำพูดมันมีอะไรแฝงอยู่เหมือนกับที่เรารู้สึกนั่นแหละ เลยสรุปเอาว่าอาจจะมีอะไรในกอไผ่ก้อได้
สามวันนี่รู้สึกเต็มอิ่มในระดับนึง แฮปปี้เล็กๆ ความรู้สึกคิดไปเองนี่มันก้อมีผลต่อจิตใจอย่างมากเลยนะ คิดเองเพ้อเองมีความสุขเอง ไม่ต่างอะไรกับการชอบดารา มองดูอยู่ห่างๆ รู้จักอย่างผิวเผิน ตราบที่ยังไม่มีความกล้าจะเปลี่ยนแปลง ก้าวไปข้างหน้าก้อคงยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆชอบที่ได้มองดู ได้ยินเสียงได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันแล้วไอ้ความคิดไปเองเนี่ย มันเกิดขึ้นบ่อยมากๆ เกือบตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น รู้สึกเหมือนว่าบางทีเค้าพยายามจะเข้ามาใกล้ เวลาอิโดไปที่อื่นก้อจะอยู่ใกล้ๆ หรือไม่ก้อเดินรอๆ แต่... รอคนไหนเหรอดูไม่ออก คือถ้าจะคิดเข้าข้างตัวเองนี่มันก้อคิดได้เลยนะ แต่ถ้ามองดูความเป็นไปรอบๆตัว สถานการณ์ต่างๆประกอบ ก้ออาจแปลได้ว่ามันไม่มีอะไรเคลืองแคลงแอบแฝงอยู่เลยก้อได้ อย่างตอนช่วงอุนโด คนนึงก้อเนียนมาก หยิบแร็คเก็ตวิ่งไปเล่นไม่รอใครเลย อยากเล่นกีฬาจริงๆหรืออยากเล่นกับคู่มากกว่าพอเค้าเลิกเล่นก้อเลิกบ้างหันมาเล่นตามอย่างเดียวกันเหตุผลที่คิดได้อย่างนึงคือ ที่ที่เล่นอยู่มีแต่กลุ่มคนที่คุ้นเคยรู้จัก แต่ถ้าไม่ใช่เหตุผลนี้ก้อคงคิดอย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะนอกจากจะอยากตามเข้ามามีส่วนร่วมด้วยกับเค้า แล้วไอ้ที่เข้าไปดูห่วงใยเหลือเกินนี่เป็นนิสัยปกติอยู่แล้วหรือเลือกปฏิบัติ แอบเซ็งในใจที่ตัวเองได้แต่ยืนมองดูอยู่ห่างๆ จะให้เข้าไปร่วมดูห่วงใยด้วยมันก้อคงจะประหลาด สองรุมหนึ่ง ตลกละ คนอื่นที่เล่นอยู่ด้วยไม่มีใครเข้าไปเซ้าซี้เลย ทำไมเราต้องเข้าไปด้วยอีกคนล่ะ เหอะๆ นี่แอบเคืองนะเนี่ย แต่มันก้อสิทธิส่วนบุคคล ทำอะไรไม่ได้
ดีใจที่ได้รับคำชม(^.^) หลายๆอย่างจากหลายๆคนตอนตีกลองคุณหัวหน้าคณะชม ให้ตีโชว์คู่กับไคชาง สนุกๆ มีแอบมั่วไปนิดหน่อยตอนท้ายแต่ก้อทำเนียนเอาส่วนคุณพี่นี่ตีจังหวะแบบนึงไม่ได้ เราต้องสอนให้เป็นนานสองนาน เค้าก้อเดินๆมาดู มาตีกลองอันข้างๆ แอบดูตอนเค้าตี ตีไปเต้นไปเต้นแบบไม่ใช่เต้นเหมือนพวกคนในคณะเค้าเต้นโยกๆกัน นี่เต้นแบบเหมือนเวลาทำบ้านร้บน้องตีกลองประกอบจังหวะแบบนั้น ฮาได้อีก อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย ส่วนตอนเรียนเขียนพู่กัน ให้ไคชางสอนเทคนิคนิดๆหน่อยๆ พอลองเขียนออกมามันก้อดูมีพัฒนาการขึ้นต้องขอบคุณไคชางเซนเซ พี่เค้าเห็นก้อบอก เรานี่ดีนะ ทำอะไรก้อได้ เล่นกีฬาก้อได้เขียนพู่กันก้อได้ เหรอวะ ไม่จริงอ่ะคงเป็นเพราะโชคช่วยด้วยส่วนนึง แต่ที่สำคัญคือ ยารุคิ ถ้ามันมีความตั้งใจตั้งมั่นที่จะทำอะไรแล้วล่ะก้อ ผลที่ออกมามันก้อจะดีตามไปด้วยต่างหากล่ะ อยากให้คนอื่นเห็นว่าเรามีดี ก้อต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้มันดี ไม่งั้นสิ่งที่ทำไปก้อไร้ผล เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์แต่แอบเจื่อนนิดหน่อยตอนที่ไปขอให้เขียนตัวอักษรให้ ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ เขียนสวยดีออก อยากได้เป็นที่ระลึก งกเหรอวะ คนเรา แค่กระดาษแผ่นเดียวให้ไม่ได้รึไง แล้วที่ไปสอนคอมกันนี่ ช่างน่าอิจฉาจริง คนข้างห้องได้ยินเสียงลอดออกมาเข้าใจผิดเลยว่าทำไมถึงต้องมาหากันด้วยปากพูดว่าสอนไปถูกด่าไปแต่ในใจแล้วก้อคงดีใจใช่มะ เหอะๆ
ตอนเดินกลับเหมือนเดินช้าๆจะรอเรารึเปล่า แต่มัวแต่คุยกับอินดราเลยชิคาโตะเค้าไปเลย เหอๆขึ้นรถก้อนั่งกันคนละล็อกตอนเราจะลงก่อนก้อเดินไปร่ำลา แต่เห็นมัวแต่คร่ำเคร่งกับมือถือใหญ่ เฮ่ออ